มะเร็งในโพรงจมูก 

เรามักจะรู้จักกับโรคมะเร็งกันอยู่แล้ว  แต่เชื่อว่าอีกหลายคนนั้นไม่รู้ว่าในโพรงจมูกของเรานั้นก็สามารถเป็นโรคมะเร็งได้เหมือนกัน และเป็นที่คนนั้นมักคิดว่าไม่ได้เป็นเพราะว่าอาการเหมือนกับว่าเรานั้นเป็นไข้หวัดธรรมดา  แต่ถ้าเราปล่อยไว้ให้นานและไม่ยอมที่จะรักษาหรือปล่อยให้ลุกลามนั้นซึ่งก็ยากที่จะรักษา

มะเร็งในโพรงจมูกนั้นจะเกิดขึ้นอยู่หลังโพรงจมูกเพราะว่าโพรงจมูกของเรานั้นมีลักษณะเป็นโพรงที่กว้างอยู่ทางด้านหลังของจมูก  และเป็นช่องทางที่ผ่านระหว่างผนังคอ  ซึ่งในช่อนนี้ถ้ามีสารบางอย่างที่ไหลผ่านคอเข้าไปได้ง่ายนั้นเช่น ควันบุหรี่ 

หรือว่าควันพิษต่างๆนั้นหรือว่าเกิดจากสารเคมีที่เรานั้นสูดดมเข้าไปในร่างกายหรืออาจจะเป็นควันต่างๆที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งส่งผลให้เรานั้นหายใจไม่ค่อยออก และอาการหลังจากนั้นคือเจ็บคอ  มีอาการเป็นหวัด  ไอและมีน้ำหมูกไหล ซึ่งมักทำให้เรานั้นเข้าใจผิดว่าเรานั้นเป็นหวัด 

การเกิดมะเร็งในโพลงจมูกนั้นระยะแรกนั้นจะมีอาการหูอื้อ ข้างเดียวชาที่บริเวณหน้าบางส่วน  และเริ่มมีก้อนนูนอยู่ตรงต้นคอ  หรือใต้ติ่งหูส่วนนี้เรียกว่าลำคอด้านนอกส่วนบนซึ่งบางครั้งมีเลือดออกที่จมูกและรู้สึกว่าหายใจไม่ออกเพียงข้างเดียว หรือว่าบางครั้งมองอะไรรู้สึกว่าเห็นเป็นภาพซ้อน

โดยที่เรากล่าวมานั้นเป็นอาการเบื้องต้นของอาการมะเร็งในโพลงจมูกซึ่งจะแตกต่างจากการเป็นไข้หวัด แต่ถ้าหากว่าเรามีอาการนอกจากอาการไอ เจ็บคอ และมีน้ำมูกไหล ควรรีบไปหาหมอ  โดยเฉพาะเริ่มมีอาการบวมมากขึ้น  เลือดกำเดาไหลมากขึ้น  หูอื้อมากขึ้น ปวดหู และเกิดอาการติดเชื้อหูชั้นกลาง

วิธีในการรักษานั้นหมอนั้นจะส่องกระจกหรือว่าส่องกล้องเข้าว่าในโพลงจมูกนั้นมีอะไรที่ผิดปกรติถ้าหากพบว่ามีเนื้องอกหรือว่ามีผิวที่ขุขะนั้นหมอนั้นจะทำการรักษาหมอตัดออกมาตรวจให้เรียบร้อย  

ซึ่งผลข้างข้างเคียงหลังจากที่เราฉายแสงมะเร็งในโพรงจมูกนั้น  ผู้ที่รับการรักษานั้นค่อนข้างจะเจ็บคอมาก จึงมักจะให้อาหารในทางกระเพาะอาหาร เพราะก่อนที่จะทำการรักษาหรือว่าฉายแสงนั้นคุณหมอจะให้คนที่ป่วยนั้นทำฟันก่อนการรักษา เพราะหลังจากที่คุณหมอนั้นทำการฉายแสงนั้นจะไม่มีการยุ้งกับคนไข้ที่ฟันคุดเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ และอักเสบที่กระดูดฟันกรามได้ง่าย 

เราควรสังเกตตัวเองอย่างเสมอ อย่าปล่อยให้ตัวเองนั้นเป็นอะไรที่ลุกลามจนเกินจะแก้ไข  ถ้าเรานั้นรู้ตัวทันท่วงทีเราจะได้รับการรักษาที่ดีและอาจจะหายภายในเวลาไม่นานมากแต่ถ้าเรานั้นปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปนานๆนั้นอาจจะทำให้การรักษานั้นนานกว่าที่จะหาย 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

ถ้าต้องออกนอกบ้านจะหลีกเลี่ยงไข้ไวรัสระบาดได้อย่างไร

จากมาตรการที่ทางรัฐบาลออกมาให้คนไทยทั้งประเทศเก็บตัวอยู่ที่บ้านและถ้าไม่จำเป็นอย่างสัญจรออกไปไหน เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสโควิดอีกทางหนึ่ง และยังเป็นการเว้นระยะห่างของสังคมด้วย แต่ถึงจะรู้อย่างนั้น

แต่บางครั้งคนเราก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องออกไปนอกบ้านกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะ ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต สถานที่ทำงาน โรงพยาบาล บนรถโดยสาร ทุกจุดที่เราสัมผัส ทุกจุดที่เราไป ล้วนเป็นพื้นที่เสี่ยงด้วยกันทั้งนั้น เพราะตรงจุดนั้นอาจจะมีเชื้อไวรัสแฝงตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ เพื่อรอโอกาสเข้ามาหาโดยไม่ช้า แล้วอาศัยเราเป็นพาหะแพร่เชื้อต่อให้กับคนอื่น 

คำถามคือ หากเรามีเรื่องจำเป็นที่ต้องออกจากบ้านจริง เราจะป้องกันตัวเองจากการแพร่ระบาดของไข้ไวรัสตัวนี้ได้อย่างไร

ใช้เท้า เข่า ศอก ฯลฯ แทนนิ้วสัมผัส อย่างนั้นเหรอ เพราะมือเป็นอวัยวะที่เราใช้สัมผัสทุกสิ่งอย่าง ทั้งสิ่งที่อยู่รอบตัว และตัวเรา ดังนั้นอาจจะมีหลายครั้งที่เราเอามือเผลอจับหน้า จมูก ตา หรือปาก เชื้อไวรัสจึงอาจเข้าสู่ร่างกายของเราได้ โดยมีมีมือของเรานี่แหละเป็นต้นทาง ดังนั้น คำแนะนำที่ดีที่สุด คือ หลีกเลี่ยงการใช้มือ สัมผัสสิ่งต่างๆในที่สาธารณะ

แล้วใช้อวัยวะที่ไม่ได้สัมผัสกับรายกายอย่างเท้า เข่า หรือข้อศอกแทน ซึ่งถ้าใครที่คิดว่าไม่ถนัด แนะนำให้ใช้สิ่งของอื่นๆที่จับได้ถนัดมือแทนการใช้นิ้วกดปุ่มต่างๆ หรืออาจจะลองใช้แท่งกดปุ่มอนามัยที่เป็นแท่งพลาสติกขนาดเล็ก มีปลอกสวมป้องกันการสัมผัส เพื่อหลีกเลี่ยงโควิด

ที่สำคัญให้เว้นระยะห่างอย่างน้อยก็สองเมตร เพื่อความปลอดภัย ไม่ว่าจะทำอะไร คุยกับใคร เจอใคร ห่างกันไว้ก่อน เนื่องจากเราไม่รู้หรอกว่าคนไหนมีเชื้อโควิด19 เพราะรายงานจากองค์กรอนามัยโลกนั้น พบว่าผู้ติดเชื้อจำนวนหนึ่งในสามไม่แสดงอาการป่วยใด และอีกอย่างที่ต้องระวังคือ มือถือ เปรียบเสมือนมือที่สาม

เพราะเจ้านี่คืออุปกรณ์ที่เราใช้มือสัมผัสมากที่สุด เพราะฉะนั้น หากคุณดูแลมือตัวเองเช่นไร เจ้ามือถือนี่เราก็ควรจะต้องดูแลด้วย และก็ขอให้พักก่อน เงินสด แบงค์หรือเหรียญกว่าจะเดินทางมาถึงมือเรา ไม่รู้ผ่านมือใครมาบ้าง 

คงไม่มีใครตอบได้ เท่าที่รู้คงเยอะมากเลยทีเดียว เมื่อรู้แบบนี้ จะซื้อของอะไร แนะนำให้ผ่านระบบ mobile banking ดีที่สุด จะช่วยให้ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสเงินสดที่เราไม่รู้ว่าใครจับมาบ้างแล้ว เพียงแค่นี้ก็จะช่วยให้เราปลอดภัยจากไข้ไวรัสตัวนี้ได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออนไลน์

หนูน้อยท้องเสีย ควรทำอย่างไงดี

          สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกน้อยแล้ว ความรู้สึกเป็นกังวลกับทุกการเปลี่ยนของลูกไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากนัก เพราะเป็นธรรมชาติที่ลูกใคร ใครก็รักดังนั้นเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นกับลูกเพียงนิด ทุกอย่างจึงต้องเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนเป็นพ่อแม่ แต่เราก็ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องตื่นตูมกับทุกเรื่องจนเกินไป ดังนั้นวันนี้เราจะมาหาวิธีรับมือกับปัญหาการท้องเสียของลูกน้อยเรากันค่ะ

          สำหรับทารกแล้วการถ่ายอุจาระออกมาจะไม่ได้เป็นก้อน แต่จะออกมาในรูปแบบนิ่มๆแต่ไม่ถึงกับเป็นน้ำ ซึ่งทารกปกติจะถ่ายอุจาระบ่อยเพราะจะกินนมบ่อย ดังนั้น อุจาระที่ออกมาจึงจะไม่ใช่ก้อนแข็งเพราะไม่ได้มีกากใยอาหาร

หากเราอยากรู้ว่าอุจาระที่ออกมาของลูกน้อยเรานั้นเป็นการถ่ายปกติหรือเป็นอาการท้องเสียควรสังเกตดังนี้  สังเกตว่าอุจราระที่ออกมาเหลวมากเกินไปหรือไม่ มีมูกเลือดหรือมีกลิ่นที่ผิดปกติหรือไม่ อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่าทารกนั้นจะทานเฉพาะนมแม่เท่านั้นดังนั้นอุจาระที่ไหลออกมาจะค่อยข้างเหลว แต่ถ้าไหลออกมาเป็นน้ำเลยถือว่าเป็นอาการของท้องเสีย

ซึ่งการที่ทารกท้องเสียนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างปกติคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซีเรียสจนเกินไป แต่หากสังเกตแล้วเห็นว่าอาการถ่ายเหลวมีระยะเวลายาวนานติดต่อกันเป็นวันหรือสองวันต่อเนื่อง ควรพาลูกน้อยไปหาหมอ และควรระวังเรื่องร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ เพราะจะเป็นอันตรายต่อทารกได้ 

          ส่วนเหตุผลที่ทำให้ทารกท้องเสียนั้น อาจเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น

  •  การติดเชื้อไวรัส  โดยในทารกจะมีไวรัสที่ชื่อโรตา หรือเป็นไข้หวัด ซึ่งมีผลทำท้องเสียได้ โดยปกติแล้วทางโรงพยาบาลจะแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเหล่านี้ 
  •  นอกจากติดเชื้อไวรัสแล้ว ยังสามารถติดเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย
  • การดื่มน้ำผลไม้ในปริมาณมากๆก็ส่งผลให้ท้องเสียได้เช่นกัน
  • การแพ้โปรตีนจากนมวัว 
  •  การแพ้อาหาร
  • การติดเชื้อปรสิต หรือการกินยาปฏิชีวนะ

จากที่แจ้งมาเบื้องต้นมีผลทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ทั้งสิ้น และหากทารกมีอาการท้องเสียแล้วควรดูแลลูกน้อยอย่างใกล้ชิดแต่ไม่ควรให้ทานยาแก้ท้องเสีย เพราะอาการท้องเสียสำหรับทารกแล้วเป็นการขับเชื้อโรคออกจากร่างกายนั้นเอง ซึ่งเราสามารถดูแลทารกได้ด้วยการ ให้ดื่มผงเกลือแร่สำหรับเด็ก ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกิดภาวะร่างกายขาดน้ำเพราะยิ่งถ่ายเหลวมากเท่าไหร่

น้ำก็จะออกจากร่างกายพร้อมกับอุจาระเยอะเท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ท้องเสียนี้ ควรงดทานของหวาน แต่ถ้าท้องเสียมากๆและมีอาเจียนร่วมด้วยควรงดนมด้วยและพาลูกน้อยไปพบแพทย์ อย่าลืมดูแลความสะอาดด้วยการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยๆ เพื่อป้องกันการอับชื้นที่สำคัญอ้อมกอดของแม่สำคัญกับลูกมาก อย่าลืมโอบกอดเบาๆ ปลอบใจลูกน้อยไม่ให้งอแงด้วยนะจ๊ะ

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

วิธีลดถุงใต้ตาบวม และทำให้สวยปิ้ง

เป็นอาการที่สาวๆทุกคนไม่ชอบเมื่อถุงใต้ตานั้นบวม และยังหมองคล้ำนั้นทำให้สาวๆหลายคนเครียด แล้วยิ่งไม่ดูแลปล่อยตัวให้ทรุดโทรมอีกด้วย

นั้นไม่ต้องบอกเลยว่า เครียดกับเครียดแน่นอนค่ะ เพราะยิ่งเราปล่อยเอาไว้ให้นานเข้านั้นนานวันจากแค่รอยบวมหมองคล้ำก็กลางเป็นคนแก่  ถ้าเราไม่อยากเป็นแบบนั้นเพียงแค่เรา  หาวัตถุดิบจากธรรมชาติ มาใช้กันไปดูสิว่ามีอะไรบ้าง 

มันฝรั่ง การที่เราเอามันฝรั่งมาปลอกเปลือกแล้วหั่นให้บางๆ แล้วนำมาประคบไว้ที่ตาประมาณ30นาทีแล้วล้างออกแค่นี้เองจะช่วยให้ถุงใต้ตาของเรามาบวมและหมองคล้ำอีกด้วย 

แตงกวา เรานำแตงกวาไปล้างแล้วปอกเปลือกแล้วมาหั่นให้บางๆแล้วเอามาวางบนตาประมาณ30 นาทีหรือว่าจะทำตอนนอนหรือตื่นนอนก็ได้เพราแตงกวาช่วยลดอากาบวมหรือช้ำ แถมให้ดวงตาของคุณนั้นสดใสอีก เพราะในแตงกวามีมอเจอร์ไรเซอร์อีกด้วย

กากชาที่ใช้แล้ว เพียงแค่นำกากชาที่ใช้แล้วมาห่อกับผ้าขาวบางทำเป็นลูกประคบ หลักจากนั้นใช้น้ำต้มสุขเอามาราดที่ลูกประคบแล้วบีบน้ำออก พอนั้นก็นำมาวางใต้ถุงตา ประมาณ30นาที เพราะในนั้นมีสารแทนนิน และและกาฟีอีน ช่วยลดอาการบวมใต้ถุงตา 

น้ำมันอัลมอลด์   ลองเอาน้ำมันอัลมอลด์มาทาบริเวณใต้รอบดวงตาทาทิ้งไว้ตลอดคืนแล้วตื่นเช้ามาค่อยล้างออกปกติเราจะมองเห็นความแตกต่าง เพราะน้ำมันอัลมอลด์จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ช่วยลดอาการบวมใต้ถุงตาได้อีกด้วย 

มะเขือเทศ เพียงเราเอามะเขือเทศมาล้างน้ำแล้วหั่นให้เป็นแว่น นำมาปิดตาประมาณ30นาทีเพียงแค่นี้ก็จะช่วยลออาการตาบวมและช้ำได้เพราะในมะเขือเทศนั้นมีวิตามินซี 

เห็นไหมค่ะแค่หยิบนำของจากธรรมชาติมาใช้แค่นี้ก็จะได้ช่วยลดการซื้อของแพงๆๆ แถมยังมีประโยชน์ ถ้าสาวๆไม่อยากให้ถุงใต้ตาบวมหรือคล้ำเพียงแค่นี้ก็ช่วยให้สาวๆของเราสวย เพียงแค่เราหันมาดูแลตัวเองลดอาการกินเค็ม และหันมานอนผักผ่อนให้ไวขึ้นแค่นี้เอง  แล้วคุณจะเห็นความแตกต่างและยังทำให้คุณมีดวงตาที่สดใส เราอยากให้สาวๆลองหันมาดูแลตัวเองแล้วทำตัวเองให้สวยกัน เพื่อความสวยงามที่ 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว

ไม่ต้องอาย !!! เมื่อไปตรวจมะเร็งปากมดลูก

ปัญหาของผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูกก็คือความอาย (อายหมอ)และกลัวเจ็บ ยิ่งถ้าเป็นสาวที่ไม่เคยแต่งงานด้วยแล้วได้ไปเจอกับหมอที่เป็นผู้ชายบางคนถึงกับทิ้งคิวที่รอตรวจหนีกลับบ้านเลยก็มี 

เราจึงอยากให้คุณผู้หญิงทุกๆคนปรับทัศนคติความคิดเสียใหม่เลิกอาย คิดเสียว่ามันก็เหมือนกับการไปตรวจร่างกายแบบอื่นๆอีกอย่างคุณหมอที่ตรวจท่านไม่คิดอะไรมากหรอกเพราะท่านเห็นมาเยอะแล้ว  ยิ่งตรวจเจอโรคเร็วเท่าไร โอกาสรักษาหายก็มีมากเช่นกัน

มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่เป็นพบมากสุดในผู้ หญิง เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูกของผู้หญิงเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ตรวจเจอได้จากการตรวจภายในหรือตรวจคัดกรองเท่านั้น ซึ่งผู้หญิงปกติที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปต้องได้รับการเข้าตรวจ  แต่ในกรณีที่รู้ตัวเองว่าเป็นผู้หญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็คือ เป็นคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่เด็ก

เปลี่ยนแฟนหรือคู่นอนบ่อยๆนอนกับใครก็ไม่ป้องกัน มีตกขาวออกเยอะ มีเลือดออกที่ช่องคลอด พวกนี้ต้องเข้ารับการตรวจตั้งแต่อายุ 25 ปี ขึ้นไป  ซึ่งถ้าเราตรวจเจอในระยะแรกเริ่ม เราก็สามารถจะรักษาได้ทันท่วงที โอกาสที่จะหายจากโรคมะเร็งปากมดลูกมีสูง

ขั้นตอนการตรวจก็ไม่ได้ยุ่งยากและแทบไม่ต้องเตรียมตัวอะไร แค่ห้ามมาตรวจตอนเป็นประจำเดือนเท่านั้นเอง ตอนมาเจอคุณหมอก่อนตรวจก็ซักประวัติคนไข้ เช่น เป็นคนโสดรึว่าแต่งงานแล้ว ถ้าแต่งงานแล้วมีลูกรึยัง มีเพศสัมพันธ์แบบไหนยังไงบ้าง ที่ถามแบบนี้ก็เพื่อจะได้เตรียมเครื่องมือตรวจให้เหมาะสม ซักประวัติเสร็จคุณหมอก็จะให้เราไปเปลี่ยนใส่ผ้าถุง

ขึ้นนอนบนเตียง คุณหมอจะใช้เครื่องมือสอดเข้าที่ช่องคลอดไปเพื่อขยายให้เห็นปากมดลูก จากนั้นคุณหมอจะใส่เครื่องมือเข้าไปเก็บเซลล์ที่ปากมดลูก เพื่อส่งไปตรวจที่ห้องแล็บต่อไป ทุกขั้นตอนคุณผู้หญิงทั้งหลายไม่ต้องกลัวนะคะ

เพราะเวลาที่ทำการตรวจจะมีคุณพยาบาลที่เป็นผู้หญิงอยู่ในห้องตรวจกับเราตลอดเวลา ใช้เวลาน้อยมากไม่ถึง 10 นาทีก็เสร็จแล้ว ซึ่งคุณหมอจะนัดมาฟังหรือให้โทรมาสอบถามผลตรวจได้ในอีก 2 สัปดาห์ คุณหมอยังแนะนำว่าถึงผลตรวจจะออกมาว่าเราไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูกแต่ก็อย่าได้นิ่งนอนใจควรมาตรวจอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2 ปี

อ่านจบเข้าใจแล้วนะคะ ว่าการตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้นไม่ได้น่ากลัวหรือมีขั้นตอนอะไรซับซ้อนเลย เพราะฉะนั้นคุณผู้หญิงทั้งหลายอย่ากังวลใจไปเลยคะ คนไหนที่ยังไม่เคยมาตรวจรีบหาเวลามากันนะ

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยออมสิน

ติดเชื้อเอดส์ไม่ได้กลัวอย่างที่คิด

เอดส์  โรคร้ายที่หลายๆคนกลัว  เอดส์เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เอชไอวี  โรคที่ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง  เป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  ฉันได้อบรมเรื่องของโรคเอดส์  ให้กับนักเรียนมัธยมปลายโรงเรียน    แห่งหนึ่ง  การที่เป็นโรคเอดส์ 

เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เอชไอวี  ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง  ร่างกายอ่อนแอ  จนเสียชีวิตได้  เพราะโรคเอดส์ติดได้จากการได้รับเลือดโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้อ  การร่วมเพศได้รับน้ำอสุจิจากคนติดเชื้อ  รวมทั้งการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อ 

อาการเริ่มแรกหากติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์  จะเป็นหนองไนเทียมก่อน  คั่นเนื้อ   คั่นตัว  เป็นไข้เป็นๆหายๆ นานร่วมสามเดือนต่อมน้ำเหลืองโต  เจ็บคอ  ปวดเมื่อยตามร่างกาย  ปวดหัว  ระยะอันตรายของเชื้อ  คือระยะที่สาม

หลังจากอธิบายเรื่องโรคเอดส์เสร็จแล้ว  ได้เปิดวีดีอาร์  เรื่องราวของผู้ที่ติดเชื้อที่เปิดเผยเพื่อเป็นวิทยาทานให้เป็นกรณีศึกษา  เค้าติดเชื้อตั้งแต่เด็กๆ  แต่ที่ยังมีชีวิตอยู่ผ่านมาได้ตั้ง  10  ปี  เนื่องจากต้องยอมรับว่าเราเป็นโรคเราติดเชื้อแล้ว 

และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งปัจจุบันนี้มียาที่ช่วยยับยั้งโรคได้ดี  ตัวยาได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  สามารถควบคุมได้  สามารถทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตที่ดี  ยืนยาว  ใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปขอเพียงแค่มีวินัยในการกินยาอย่างสม่ำเสมอ  และป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อให้กับคนอื่น  ถึงแม้เรื่องราวของผู้ติดเชื้อ 

ได้รับเชื้อโดยไม่ได้ตั้งใจเป็นสถานการณ์ที่ต้องเอาตัวรอดของคนในสังคม  ของเด็กคนหนึ่งที่ไม่มีทางเลือกจากการเริ่มต้นโดยถูกล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่เด็กๆ  เมื่อชีวิตเข้าสู่วัยรุ่นไม่มีทางเลือกอื่น  เพื่อปากท้องของตัวเองเลยเลือกอาชีพขายบริการให้กับชายรักชายด้วยกันเอง 

มันเป็นทางเลือกที่เค้าคิดได้ตอนนั้น  เป็นอาชีพเสี่ยงกับการติดเชื้อ  และสุดท้ายติดเชื้อจริง ๆ จากการดูวีดีอาร์เสร็จ  ได้สอนนักเรียนให้รู้จักการป้องกัน  การดูแล  รักนวลสงวนตัวเองของวัยรุ่นผู้หญิง  รวมทั้งวัยรุ่นผู้ชายด้วย 

หากเลี่ยงไม่ได้ถ้าจะมีเพศสัมพันธ์ต้องป้องกันด้วยการสวมถุงยางทุกครั้ง  และไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย  หลีกเลี่ยง  หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน  ส่วนการบริจาคเลือดหรือการให้เลือดปัจจุบันนี้มีการคัดกรองอย่างดี  ปัญหาการติดเชื้อจากการได้รับเลือดจึงมีโอกาสติดเชื้อน้อย  เหลือติดเชื้อหลักๆก็คือทางเพศสัมพันธ์  เป็นหลัก 

หากเราพบผู้ป่วยติดเชื้อ  เราก็ไม่ต้องกลัวเราสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้ป่วยได้ตามปกติเพราะการแพร่เชื้อไม่ได้แพร่จากการใช้สิ่งของร่วมกัน  

ทุกวันนี้ไม่ใช่โรคเอดส์เท่านั้นที่น่ากลัว  ยังมีอีกหลายโรคที่น่ากลัว  และเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ติดเชื้อ เอสไอวี ทุกวันเราต้องดูแลตัวเอง  ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ  ทำจิตใจให้สดชื่นแค่นี้ก็ห่างไกลจากหลาย ๆ โรคได้

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

การสำส่อนทางเพศ

 การสำส่อนทางเพศ คือการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ในเเต่ละวัน เเละในเเต่ละคืน ซึ่งการสำส่อนทางเพศ เป็นการสำส่อน ที่เรียกภาษาปากได้ว่า เอาอย่างไม่เลือก ซึ่งเป็นพฤติกรรมทางเพศอีกอย่างหนึ่ง ที่เป็นในเชิง วันไนท์สเเตนเลยก็ว่าได้ เพราะการสำส่อนทางเพศ มีหลากหลาย

เเต่ที่เเน่ชัดที่สุดของการสำส่อนทางเพศ คือ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆในหลายๆครั้ง บางคน1วันเปลี่ยนคู่นอนที หรือบางคน2-3วันเปลี่ยนคู่นอนทีนึง ซึ่งก็เข้าข่ายการสำส่อนทางเพศได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยง ที่สามารถได้รับเชื้อติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุด เพราะการเปลี่ยนคู่นอนหรือการสำส่อนในหลายๆครั้ง

เราอาจจะไม่ป้องกัน หรือป้องกันบ้าง ซึ่งบางทีการป้องกันของเเต่ละคนนั้น ก็เเตกต่างกันออกไป เเต่ถ้าไม่ป้องกันเลย เเล้วเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ก็อาจจะทำไห้ได้รับเชื้อโรคหรือเชื้อไวรัสที่มาจากการติดต่อจากเพศสัมพันธ์ก็ได้ เเละโรคที่อาจจะติดได้อย่างเเน่นอนที่สุดเลยคือโรคเอดส์ เพราะการสำส่อนทางเพศ เป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เลือกหน้า

เเละเปลี่ยนคู่นอนบ่อย เเละถ้าเกิดไม่มีการป้องกัน ก็อาจทำไห้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น โรคเอดส์ ก็เป็นอีกโรคหนึ่ง ที่นิยมเเละยอดฮิตเเละติดกันเป็นอันดับ1 ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

เพราะกลุ่มวัยรุ่น ชอบมีเพศสัมพันธ์เเบบไม่ป้องกัน เเละอยู่ในวัยอยากรู้อยากลอง เเละโรครองลงมา ก็อาจจะเป็นพวกโรคซิฟิลิส โรคหนองใน เเละโรคอื่นๆที่ตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์ 

ซึ่งพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้ ทำไห้เกิดโรคร้ายเเรงต่อตัวเองได้เเล้ว ยังทำไห้เป็นอันตรายต่อชีวิต เเละเกิดการสูญเสียเงินทองในการรักษาอีกด้วย เเละถ้าเป็นหนักๆหน่อย ก็อาจจะต้องมีการรักษาอีกหลายๆขั้นตอน เเละอาจจะกินยาตลอดชีวิต ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์

โดยไม่ป้องกัน หรืออาจสำส่อนทางเพศเเต่ไม่ป้องกัน ก็จะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากเราไปมีอะไรกับคนที่มีเชื้อพวกนี้อยู่ โดยที่ไม่ป้องกัน เราอาจติดมาเเละเราก็สามารถไปเเพร่เชื้อไห้คนอื่นๆได้อีกมากมาย หากเรามีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่ป้องกันเเละไม่เซฟตัวเอง เราก็จะเป็นทั้งผู้เเพร่เชื้อ เเละผู้รับเชื้อ 

ซึ่งการสำส่อนทางเพศในปัจจุบัน ก็มีไห้เห็นกันอยู่ในกลุ่มวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ชอบใช้ถุงยางอนามัย ไม่กล้าซื้อเพราะอาย เเต่ทางที่ดีที่สุดในการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ผูกมัด ควรจะใช้ถุงยางอนามัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ เเละการตืดโรคติดต่อจากเพศสัมพันธ์ เพราะถุงยางอนามัย ป้องกันได้ทุกๆโรค

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

รู้สึกว่ามีอาการป่วยโควิด 19 ทำอย่างไรดี ?

โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ 2019 เป็นที่เข้าใจแล้วว่า มีความน่ากลัวขนาดไหน หากพบเจอผู้ที่มีความเสี่ยง ให้หลีกเลี่ยงให้ไว้ และรีบเตือนรีบบอก แบบมีระยะห่างให้เขาไปตรวจ จะให้ดีการงดออกจากบ้าน หลีกเลี่ยงที่แออัด และเว้นระยะห่างน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

หากรู้สึกว่ามีอาการป่วยโควิด 19 ควรทำอย่างไร ?
หากมีอาการของโรคที่เกิดขึ้นตาม 5 ข้อหลักๆ คือ ไม่สบายมีไข้ เจ็บคอ ไอแห้ง ๆ น้ำมูกไหล และหายใจเหนื่อยหอบ ให้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจทันที และบอกเล่าประวัติการเดิน ชีวิตที่พบเจอมา ให้กับแพทย์ฟังอย่างละเอียด พร้อมทั้งตอบคำถามตามความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง ไม่บิดเบือนใด ๆ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องมากที่สุด

ในกรณีเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศทั้งพื้นที่เสี่ยง หรือไม่ก็ตาม ให้อดทนกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน เว้นระยะห่างจากครอบครัว ไม่ออกไปข้างนอกเป็นเวลา 14-27 วัน เพื่อให้ผ่านช่วงเชื้อฟักตัว และทางที่ดี เมื่อกักตัวครบแล้ว ควรเข้ารับการตรวจ เพราะปัจจุบันเชื้อโควิดอาจไม่แสดงอาการ

หากได้สัมผัสพบเจอกับเหตุการณ์ที่คาดว่าเสี่ยง หรือสังเกตตนเองแล้ว พบว่ามีอาการคล้ายจะเป็นโควิด ควรทำอย่างไร
พึ่งกลับจากต่างประเทศที่เสี่ยงติดเชื้อมา และพบว่ามีอาการ สามารถขอตรวจโรคกับทางโรงพยาบาลได้ มีทั้งแบบฟรี และแบบมีค่าใช้จ่าย

เราจะสามารถตรวจเชื้อโควิด-19 ฟรี ได้หากผู้เข้าตรวจตรงตามเกณฑ์เหล่านี้
1. เพิ่งกลับจากการเดินทางไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง

2. มีอาการผิดปกติที่ระบบทางเดินหายใจ

3. มีไข้มากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส

4. มีอาการไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ปอดอักเสบอย่างไม่ทราบสาเหตุ

5. มีประวัติใกล้ชิด หรือสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ เช่น คนในครอบครัวเพิ่งกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

6. ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ ลูกเรือสายการบิน เป็นต้น

 

ตำแหน่งของสิวบอกอะไร ?

สิวที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเรานั้นล้วนมีสาเหตุอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสะอาดไม่เพียงพอ ฮอร์โมน และสิ่งต่าง ๆ และสิวที่ขึ้นในแต่ละตำแหน่งนั้นก็สามารถบอกได้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งในบางตำแหน่งอาจเกิดขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ร่างกายของเรารับรู้ได้ถึงโรคหรือความผิดปกติบางอย่างของร่างกายได้

หากมีสิวขึ้นที่บริเวณหน้าผากไม่ว่าจะเป็นด้านซ้ายหรือด้านขวา นั่นหมายถึงร่างกายของเรากำลังมีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับระบบของการย่อยอาหาร และระบบการขับถ่ายของเสีย ดังนั้นหากเริ่มมีสิวขึ้นที่บริเวณนี้ควรแก้ไขโดยการ รับประทานผัก และผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ระบบการย่อยอาหาร และระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างดีขึ้น 

สิวบริเวณกลางหน้าผากหรืออยู่กึ่งกลางระหว่างหัวคิ้วทั้งสองข้าง แสดงว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับตับ อาจจะมาจากการรับประทานอาหารที่มีรสจัดมากเกินไป และรับประทานอาหารในช่วงหลัง 19.00 น. ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ควรรับประทานอาหารแล้ว หากรับประทานอาหารในช่วงนี้ก็จะทำให้เกิดสิวในบริเวณดังกล่าวได้ เพราะส่งผลต่อระบบของการย่อยอาหารภายในกระเพาะอาหาร

สิวนั้นก็สามารถเกิดขึ้นที่หูได้เช่นกัน แต่หากคุณมีสิวขึ้นที่บริเวณข้างในหูหรือบริเวณใบหู นั่นอาจจะมาจากการที่คุณดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากจนเกินไป ไตของคุณจึงทำงานหนักในการกรองของเสียออกมา จึงทำให้เกิดสิวขึ้นในบริเวณนี้ได้ และการใช้โทรศัพท์มือถือก็มีส่วนทำให้เกิดสิวบริเวณใบหูได้เช่นกัน หากมีการใช้โดยไม่รักษาความสะอาด

สิวที่ขึ้นบริเวณแก้มไม่ว่าจะข้างใดก็ตาม สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวในบริเวณนี้นั้นมาจากปัญหาในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ โดยส่วนใหญ่แล้วในผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคภูมิแพ้มักจะมีสิวขึ้นในบริเวณนี้บ่อยครั้ง เพราะมักจะมีปัญหาในเรื่องของระบบการหายใจ หรือหากเรามีปัญหาภายในช่องปากก็อาจส่งผลทำให้เกิดสิวที่บริเวณแก้มได้เช่นกัน

สิวบริเวณรอบดวงตาทั้งสองข้าง โดยส่วนใหญ่มักพบมากกับคนที่ใส่แว่นเป็นประจำ บริเวณรอบดวงตาจึงเกิดสิวขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป หรือหากเกิดในผู้ที่ไม่ได้ใส่แว่น นั่นอาจจะมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดสิวขึ้นในบริเวณนี้ขึ้นได้ ทั้งนี้คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ นอกจากจะมีสิวขึ้นที่แก้มทั้งสองข้างบ่อยครั้งแล้ว บริเวณรอบดวงตาเองก็มักจะเป็นด้วยเช่นกัน

สิวบริเวณจมูก และริมฝีปากด้านบน สิวที่บริเวณนี้มักจะขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง จึงเป็นสิ่งปกติที่จะเกิดสิวขึ้นที่บริเวณนี้ แต่โดยส่วนใหญ่ผู้คนทั่วไปมักจะไม่ค่อยชอบเพราะเป็นตำแหน่งที่มองเห็นได้ชัด หากเป็นในผู้ชายนั้นอาจจะมาจากการที่ฮอร์โมนเพศทำงานผิดปกติ หรืออาจเกิดจากอาการของความดันโลหิตสูงก็เป็นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

สิ่งที่ทำร้ายร่างกายเทียบเท่าการสูบบุหรี่


ใครๆ ก็รู้ว่าดูดบุหรี่แล้วทำให้ร่างกายพังทลายไปครั้งละนิดละหน่อยสะสมไปเรื่อยๆ ไม่ได้แสดงอาการออกมา ถึงแม้ไม่ได้รู้สึก หรือมีอะไรมาทำให้เรารู้ว่านี่มันคือ อันตรายนะ แต่ยังมีอีกหลายพฤติกรรมที่ก่อให้ร่างของเราพังทลายได้ไม่แพ้ดูดบุหรี่เลยล่ะ

1. สนิทสนมกับผู้ที่ดูดบุหรี่ตลอดระยะเวลา (ใกล้ชิด)

ไม่แปลกถ้าคุณจะมีคนรักที่ดูดบุหรี่ แต่ว่าจะแปลกมากถ้าคุณไม่ดูดบุหรี่ด้วย แต่ว่าอยู่กับเขาตลอด ซึ่งจำเป็นต้องสูดกลิ่นเอาควันของบุหรี่ที่พวกเรามิได้ดูดเข้าไปด้วย คุณทราบหรือไม่ว่า การสูดดมเอาควันที่เกิดจากบุหรี่ที่เข้าปอดเขาไปแล้ว กลับเข้าไปในปอดของพวกเราอีกที (หรือที่เรียกว่า Secondhand Smoking หรือ Passive Smoking เป็นการสูบยาสูบมือสอง) อันตรายกว่าคนดูดเองเสียอีก ด้วยเหตุว่าเป็นการดูดเอาควันเข้าปอดเข้าไปลึกๆ โดยไม่มีการพ่นควันออกมาอีกที บางทีอาจเสี่ยงโรคเส้นเลือดหัวใจ โรคมะเร็งปอด แล้วก็โรคมะเร็งเต้านมได้

2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และไม่บริหารร่างกาย

ง่ายๆ สั้นๆ เพียงเท่านี้ ที่จะทำให้ท่านอายุสั้น พบเจอโรคร้ายๆ ได้ไม่แพ้การสูบยาสูบ หากคุณโซ้ยข้าวขาหมูมันย่องวันแล้ววันเล่า ไก่ทอดลูกชิ้นทอดทุกบ่าย บุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง หมูย่างทุกเย็น แล้วไม่บริหารร่างกายเลย คุณก็กำลังเสี่ยงโรคไขมันอุดตันเส้นโลหิต เส้นโลหิตหัวใจตีบ อย่างกับผู้ที่ดูดบุหรี่ได้แบบเดียวกัน

3. กินอาหารไม่ตามกำหนดไม่ตรวงเวลา

การรับประทานอาหารไม่ตามเวลา เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของโรคกรดไหลย้อน รวมทั้งโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ที่สามารถเป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย โดยยิ่งไปกว่านั้นวัยศึกษา รวมทั้งวัยทำงาน โดยผู้ที่ดูดบุหรี่อาจมีการเสี่ยงที่จะมีปัญหาหูรูดระหว่างกระเพาะ แล้วหลอดของกินหย่อนยาน ก็เลยทำให้กรดในกระเพาะไหลออกมาตามหลอดของกิน จนกระทั่งทำให้อักเสบ หรือเกิดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อน แม้กระนั้นถ้าเกิดคุณรับประทานอาหารไม่ทันเวลาเสมอๆ บางทีคุณอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนได้เหมือนกัน

4. เครียดจัด พักผ่อนไม่พอ

ความเคร่งเครียดนี่แหละที่ฆ่าพวกเราได้ไม่แพ้ยาสูบ ด้วยเหตุว่าแม้จิตใจของคุณเครียด สมองไม่แจ่มใส บางทีอาจเป็นต้นเหตุ หรือสิ่งกระตุ้นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นับสิบ ไล่ไปตั้งแต่โรคเส้นโลหิตในสมอง โรคหัวใจ โรคกระเพาะ ไมเกรน อัมพาต ภาวะความดันโลหิตสูง อ้วน นอนไม่หลับ ไปจนกระทั่งโรคประสาทได้เช่นกัน ดีไม่ดีถ้าหากเครียดจัดแล้วดูดบุหรี่หนักอีกด้วย คงจะไปกันใหญ่แน่ๆ

5. ดื่มแอลกอฮอล์จัด

นอกเหนือจากยาสูบที่เป็นต้นเหตุของโรคต่างๆ แล้ว สิ่งที่คู่กันมาทุกคราว ก็คือแอลกอฮอล์นั่นเอง ไม่ว่าจะตับ ไต ไส้ พุง ทุกสิ่งทุกอย่าง แอลกอฮอล์ทำลายได้หมด ร้ายยิ่งกว่านั้น ถ้าหากคุณเป็นขาประจำงานเลี้ยง สิ่งที่คุณจะหลีกเลี่ยงเกือบจะมิได้ ก็คือควันที่เกิดจากบุหรี่นั่นเอง ถึงคุณจะมิได้สูบ คุณก็อาจจะเข้าเกณฑ์คนที่ได้รับผลพวงจากควันจากบุหรี่มือสอง (ตามข้อ 1 ) ได้อีกด้วย