ลดน้ำหนักกับวิธีลดอาการหิว

สาเหตุสำคัญอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้ใครหลายคนที่พยายามจะลดน้ำหนักแต่ทำไม่สำเร็จ นั่นคือการกินของว่างจุบจิบเพราะแอบหิวระหว่างวัน ทำอย่างไรเราถึงจะลดความหิวระหว่างวันลงได้โดยไม่ทรมานร่างกายตัวเองมากจนเกินไป มาดูกัน

10 วิธีลดหิว-กินจุบจิบ เพื่อ “ลดน้ำหนัก” อย่างได้ผล

  1. กินอาหารมื้อหลักให้อิ่ม จะได้ไม่ต้องหิวระหว่างวัน ถ้าไม่ได้คิดจะใช้แผนแบ่งมื้ออาหารย่อยเป็น 6 มื้อ ก็ให้กินมื้อหลัก 3 มื้อให้อิ่มท้องไปเลยจนไม่ท้องไม่ต้องการของว่างระหว่างมื้อจะดีกว่า
  2. ในอาหารมื้อหลัก เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต รวมถึงธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว งา ที่ช่วยให้อยู่ท้องมากกว่าข้าวขาว ขนมปังขาว และอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำตาลทรายขาว
  3. ในมื้ออาหารหลัก อย่าลืมเน้นโปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต เพราะโปรตีนอยู่ท้องกว่า (เลือกโปรตีนไขมันต่ำ เช่น ปลา ไก่ลอกหนัง)
  4. หากหิวระหว่างมื้อจริงๆ ควรเลือกกินผลไม้สด ถั่ว ธัญพืชต่างๆ มากกว่าขนมนมเนยที่มีแป้ง และน้ำตาลสูง
  5. หากแค่อยากหาอะไรเคี้ยวเพลินๆ ระหว่างวันไม่ให้หิว หรือไม่ให้ง่วง เลือกขนม ลูกอม หมากฝรั่ง และเครื่องดื่มที่ไม่มีน้ำตาล เช่น กาแฟไม่ใส่น้ำตาล ลูกอม หมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาล (sugar-free) รวมถึงธัญพืชอบต่างๆ แบบไม่ใส่เกลือ
  6. แปรงฟันหลังมื้ออาหาร จะทำให้เราไม่ค่อยอยากรับประทานอะไรหลังแปรงฟัน
  7. พยายามเอาของกินออกให้ห่างพ้นมือ และพ้นสายตา ดึงความสนใจไปที่สิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เช่น ทำงาน ฟังเพลง อ่านหนังสือ ดูทีวี ทำงานบ้าน ฯลฯ
  8. ไม่นอนดึก ยิ่งนอนดึก ยิ่งหิวง่าย และยิ่งอยากรับประทานอาหาร และของขบเคี้ยวยามดึกมากขึ้น
  9. ดื่มน้ำให้เพียงพอ บางครั้งเราอาจกระหายน้ำ ไม่ได้หิว
  10. พยายามแยกให้ออกว่า เรา “อยาก” หรือเรา “หิว” กันแน่ เพราะในหลายๆ ครั้งเราแค่ “อยาก” เท่านั้น

 

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการออกกำลังกาย เชื่อหรือไม่ว่าหากเราออกกำลังกายด้วยความเหนื่อยที่เหมาะสม มันไม่ได้ทำให้เราหิวมากขึ้น แต่กลับทำให้เราหิวน้อยลงมากกว่า ดังนั้นหากควบคุมการรับประทานอาหารของตัวเองได้แล้ว อย่าลืมหาเวลาออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที หรือใครที่ไม่มีเวลาจริงๆ สามารถเพิ่มกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกายเรื่อยๆ เช่น เดิน หรือวิ่งแทนการโดยสารรถในระยะไม่เกิน 1 กิโลเมตร หรือการเดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ในบางโอกาส และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่อดนอน หรือเข้านอนดึกเกินไป เท่านี้ก็จะช่วยลดความหิวของคุณได้ไม่มากก็น้อย

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างโรคไขมันพอกตับ

ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างโรคไขมันพอกตับ

คนส่วนใหญ่นั้นอยากมีชีวิตที่ยาวนานเพื่อที่จะได้อยู่กับคนที่เรารักอยู่กับครอบครัวลูกหลานของเรานั้นเอง และถ้าเรานั้นบังเอิญเป็นโรคความดันโลหิตสูงขึ้นมาละ เราควรที่จะทำอะไรดี มาดูกันดีกว่าว่าเราควรจะปฏิบิติอย่างไรหากเรานั้นเป้นโรคความดันโลหิตสูง อย่างแรกเลย อาหาร ควรงดอาหารที่มีรสเค็ม หรือเครื่องปรุงที่มีสาสรให้ความเค็ม เฃ่น เกลือ ผงฟู หรือแม้กระทั่งผงชูรสด้วย ต่อมาก็ควบคุมน้ำหนัก

โดยการที่เรานั้นลดอาหารประเภทไขมันหรือแป้งนั้นเองหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยงทันที รับประทานอาหารประเภท ผักและผลไม้ทุกมื้อ เพราะว่าในผักและผลไม้นั้นมีแมกนีเซียมและกากใยอาหารช่วยลดความดันโลหิตนั้นเอง และรวมไปถึงการรับปประทานถั่วและธัญพืชด้วยเพราะในถั่วและธัญพืชมีกากใยชนิดละลายน้ำซึ่งช่วยควบคุมความดัยโลหิตได้ด้วย

งดการสูบบุหรี่ เพราะในบุหรี่นั้นมีสารที่ทำให้ผนังเส้นเลือดนั้นอักเสบได้และทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเร็วขึ้น งดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทสุราหรือแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทุกคนก็ทราบกันดีอยุ่แล้วว่าแอลกอฮอล์นั้นไม่ได้ดีต่อร่างกายของเราเลย เพราะแอลกกอฮอล์นั้นทำให้ความดันโลหิตสูง

ทำให้หัวใจวายตายได้เลยทีเดียว ความเครียดมีผลต่อความดันโลหิตเหมือนกัน เพราฉะนั้นเราจึงลดความเคลียดลงผ่อนคลายฝึกนั่งสมาธิโดยการบริหารจิตในผ่องใสแจ่มใส คิดแต่เรื่องที่ดีๆเข้าไว้

ต่อมาก็คิอการออกกำลังกาย แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกายเนื่อจากผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องควบคุมความดันโลหิตก่อน การออกกำลังกายนั้นควรออกประมาณ30-40 นาทีทุกวัน อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องโดยออกกำลังกาย 3-5 วันต่อสัปดาห์จะดีมาก วิธีการออกกำลังกายเช่น เดินเร็ว เดินแก่วงแขน ขยับแขน วิ่งเบาๆ  ควรหลีกเลี่ยงการออกำลังกายที่ออกแรงดัน เช่น ยกน้ำหนัก เพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้